ไปเที่ยวทะเลมาอีกแล้วค่ะ คราวนี้โชคดีเจอชาวประมง เลยได้อาหารทะเลสดๆ เป็นปลาเก๋าจากการตกเบ็ด มา 1 ตัว (ตั้ง 1 ตัว) เลยขอซื้อมาตอนที่ยังเป็นๆ ถูกขังไว้ในตาข่ายซึ่งแช่ในบ่อน้ำทะเลรอส่งไปร้านอาหาร แต่ถูกเราสกัดกั้นเอาไว้ก่อน ซื่อตัดหน้ามาได้ แต่เราไม่ได้เชือดหรอกนะคะ เอาใส่กล่องโฟมน็อคน้ำแข็งแทน แต่กว่าจะสงบกล่องโฟมก็พังไปเรียบร้อย ปลาเก๋าตัวนี้ไม่ใหญ่มากนัก แค่ 2 โลกว่า แต่ก็มากพอสำหรับกินคนเดียว เพราะคุณสามีไม่ชอบกินปลา ก็เลยเสร็จเราค่ะ

ปลาตัวใหญ่ทำกินมื้อเดียวไม่หมดแน่ๆค่ะ จึงต้องแบ่งเป็นส่วนๆ ยิ่งกินคนเดียวแบบเรา ต้องแบ่งหลายๆส่วน เพราะเมนูปลา กินหลายๆมื้อไม่อร่อยค่ะ ยิ่งอุ่นเนื้อยิ่งกระด้าง จึงต้องคิดก่อนว่า จะเอามาทำเมนูอะไรบ้าง เนื้อปลาทำได้หลายอย่าง ผัดฉ่า ข้าวต้มปลา ปลาชุบแป้งทอด ปลาสามรส ฯ แต่เมนูจากหัวปลาและก้างปลา ก็คงไม่พ้นเมนูต้ม เช่น ต้มยำ ต้มผักกาดดอง หรือต้มเผือก เพราะถ้าเอาไปทอดก็เสียดายความสดหวาน และเนื้อหนังที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว ต้มจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเราได้ความหวานจากกระดูกหรือก้างปลาด้วยค่ะ
วัตถุดิบ/เครื่องปรุง ต้มยำหัวปลาเก๋า
วัตถุดิบของเราเป็น ปลาเก๋า เพราะเราได้ปลาเก๋ามาเราก็ใช้ปลาเก๋า ใครหาปลาเก๋าไม่ได้ก็เหมือนเดิมค่ะ เลือกเอาเท่าที่หาง่าย จะเป็นปลาทู ปลากระพง ปลาอินทรี ปลานิล ปลาทับทิม ได้หมด ขอแค่สดสะอาด เราก็ได้เมนูต้มยำอร่อยๆแล้วค่ะ แต่ถ้าอยากกินต้มยำหัวปลาล้วนๆ ก็ต้องเป็นปลาตัวใหญ่สักนิดนะคะ จะได้มีเนื้อ มีหนังบ้าง ไม่เจอแต่กระดูกค่ะ

จัดการแบ่งปลาตามความต้องการก่อนค่ะ ที่คิดไว้คือ เนื้อปลาผัดต้นกระเทียม และเนื้อปลาเก๋าผัดฉ่า





เมื่อเหลือเฉพาะส่วนหัวของปลาเก๋า และส่วนท้องกับก้าง เราก็สับไล่มาจากส่วนหางก่อนค่ะ


ส่วนหัวเราปลาเก๋าต้องระวังเหงือกปลาทิ่มนิ้ว เพราะเหงือกปลาเก๋าแหลมคมมาก



เครื่องต้มยำที่ใช้บ่อย ต้องปลูกเองค่ะ สดสะอาด ปลอดภัยจากสารฟอกขาวใดๆ แน่นอน

มะนาว เด็ดมาจากต้นทีเดียวเชียว

ใบกระเพราค่ะ ผักชีฝรั่งโตไม่ทันกิน ใช้ใบกระเพราก็หอมไปอีกแบบ

พริกขี้หนูสวนของแท้จากสวนเราค่ะ

ส่วนเห็ดนางฟ้ามาจากสวนคนอื่นค่ะ ^^

ขั้นตอน/วิธีทำ ต้มยำหัวปลาเก๋า
หั่นเครื่องต้มยำไว้ คั้นมะนาวและหั่นพริกเตรียมไว้ด้วยเลยค่ะ และเตรียมน้ำปลาไว้ด้วย



เห็ดนางฟ้าเรานำมาหั่นเป็นชิ้นตามความชอบ ชิ้นเล็ก ชิ้นใหญ่ เลือกได้เลย

ตั้งหม้อใส่น้ำสะอาด ใส่เครื่องต้มยำและเกลือป่น ลงต้มจนเดือด


ใส่หัวปลาเก๋า และชิ้นส่วนอื่นๆลงไปต้ม ใส่ให้ทั่วๆ หม้อเลยค่ะ และห้ามคนจนกว่าน้ำจะเดือดค่ะ ป้องกันความคาว


เมื่อน้ำเดือดอีกครั้ง ใส่ใบมะกรูด คนให้ทั่ว จากนั้นตักหัวปลา และชิ้นส่วนอื่นๆ พักใส่ชามไว้ก่อน เราไม่ต้มนาน เพราะเนื้อปลาจะกระด้างค่ะ ต้มแค่พอสุก


ใส่เห็ดนางฟ้าลงต้มจนสุก ปิดเตา แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาวพริก และโรยใบกระเพราเป็นอันดับสุดท้าย ถ้าใครมีใบผักชีฝรั่ง ก็ใช้ใบผักชีฝรั่งได้นะคะ แล้วแต่ความชอบเลยค่ะ




ตักน้ำซุปที่ปรุงเสร็จแล้วใส่ชามพร้อมกินค่ะ



หลายคนคงชอบกินอาหารนอกบ้าน เพราะมีรสชาติอร่อย(มาก) เพราะเขาจะปรุงอาหารรสจัดมาก เช่นเมนูต้มยำ ที่อร่อยแซบด้วย รสเปรี้ยวจัด เค็มจัด และเผ็ดจัด การปรุงต้มยำรสแบบนี้ทำให้ต้องใส่น้ำตาล หรือผงชูรสมากตามไปด้วย บางร้านที่เราไปกิน เราจึงรู้สึกคอแห้ง จากผงชูรส และความเค็ม ปลายทางคือโรคไต ที่คนสมัยนี้เป็นกันมาก และทรมานเพราะอาหารรสจัดเกินไปนี่แหละค่ะ แต่ต้มยำที่เราทำเองนั้นเราไม่ปรุงจัด ปลาของเราสดมาก มีความหวานในตัว ปรุงแต่พอมีรสเปรี้ยว เค็มและเผ็ดนิดๆก็พอค่ะ เพื่อให้รสหวานของปลายังอยู่ โดยที่ไม่ต้องใส่ผงชูรส หรือน้ำตาลเลย แถมไตไม่พังด้วยค่ะ ลองดูนะคะ กินอาหารรสอ่อนลงบ้าง เพื่อสุขภาพของเราเองค่ะ





